Pim's profileลูกแมวน้อยPhotosBlogLists Tools Help

Pim Chaiputhi

There are no music lists on this space.

ลูกแมวน้อย

January 16

My daughter, My son, My children @ Chiangdao

หนึ่งปีแล้วว ที่ไม่ได้เจอกัน
ในที่สุดก็ได้กลับไปหาอีกครั้ง
 
เชียงดาวววววที่รัก
เราได้ไปเชียงดาวครั้งแรกตอน ม.ห้า
แล้วเราก็หลงรักเชียงดาว
ฮ่าๆๆๆ ช่ายเลย
เราหลงอากาศเย็นๆ ภูเขาในสายหมอกจางๆ หรือทางช้างเผือกที่พาดผ่านท้องฟ้าของเชียงดาวในตอนกลางคืน
แต่สิ่งทีทำให้เรารักเชียงดาวคือ สายตาของเทวดาพวกนั้นต่างหาก
 
 
มณฑล
มณฑลตัวโตขึ้น สูงขึ้น อ่า แต่ไหงไปทำอะไรมาตัวดำขึ้นขนาดนี้ละครับ มณฑลยังซนเหมือนเดิม ยังอ้อนพี่ได้เหมือนเดิม เราเจอกันก่อนที่มณฑลจะไปทำแผลที่โรงพยาบาล กับคำถามเดิมที่พี่ไม่อยากตอบ พี่มาเมื่อไหร่ แล้วพี่จะกลับเมื่อไหร่ อ่า มณฑล ไปทำแผลที่โรงบาลก่อนนะ เดี๋ยวกลับมาเจอกัน พี่ยังไม่กลับหรอก
เมื่อก่อนใช้ยิ้มหวานๆหลอกพี่ให้อุ้ม แต่พี่ว่าเดี๋ยวนี้คงใช้ยิ้มหวานไปหลอกสาวๆแล้วละ
 
 
พายุ
ถึงพายุจะเปลี่ยนชื่อเป็นสงบแล้ว แต่พี่ไม่เห็นสงบจะเรียบร้อยขึ้นเท่าไหร่เลย
 
จารุภา
จาจา อ่า เด็กตัวขาวๆ ที่เกาะขาพี่ลงไปเล่นน้ำในแม่ปิง ตัวสูงจะเท่าเอวพี่แล้ว ฮ่าๆๆ แต่ว่ายังซนเหมือนเดิมใช่มั้ย  
 
เอก
เอกอุดมวิ่งได้แล้ว โตขึ้นมากจริงๆ พี่ดีใจมากๆเลยที่เอกไม่ติดเชื้อ หวังว่าจะมีครอบครัวใจดีรับเอกไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในเร็วๆนี้นะครับ อ่า อย่างงั้น ถ้าคราวหน้าพี่กลับมาเยี่ยม พี่ยังจะได้เจอเอกอีกมั้ย
 
เจมส์
สุดหล่อประจำบ้าน หน้าตาไม่เปลี่ยนเลย โตแล้ว ไม่งอแงเอาแต่ใจแล้ว แต่ว่าเมื่อไหร่เจมส์จะอ้วนขึ้นละครับ
 
แมกซ์
ลูกชายสุดที่รัก เราเจอกันครั้งแรกเพราะว่าแมกซ์ไม่สบาย ไปเรียนไม่ได้ พี่เลยลงไปเล่นเป็นเพื่อน แมกซ์อยู่ป.สามแล้ว พี่วิ่งตามแมกซ์ไม่ทันแล้วละ วิ่งเร็วจริงๆ แมกซ์เป็นลูกชายคนแรกของพี่นะ อย่าน้อยใจๆ
 
น้องฝ้าย
น้องฝ้ายอายุเท่ากับพี่ตอนที่ฝ้ายเจอพี่ครั้งแรกแล้วนะ ฝ้ายเป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆนะ เด็กอายุสิบเจ็ดเค้าไม่วิ่งร้อยเมตรโผกอดพี่อย่างนี้หรอก ฮ่าๆๆๆ
พี่ล้อเล่นน้า รู้ว่าดีใจ รู้ว่าคิดถึง เพราะว่าคิดถึงเหมือนกัน เป็นเด็กดีนะ เจอกันคราวหน้าฝ้ายต้องขึ้นป.หกนะ
 
น้องเมย์
น้องเมย์คนสวยตัดผมแล้ว น้องเมย์ พี่ชายน้องเมย์ยังมาหาบ้างรึป่าว น้องเมย์อย่าร้องไห้นะ เพราะว่าน้องเมย์เป็นเด็กเข้มแข็ง ถ้าเขาไม่ยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็นก็อยุ่บ้านของเราเถอะนะ สบายใจกว่า ปลอดภัยกว่านะคะ  เป็นห่วงจริงจัง
 
สุชาดา
ชาดาาาา ในที่สุดดาก็อ้วนขึ้นซักที คราวก่อนดาผอมซะจนพี่กลัวว่ากลับมาคราวหน้าลูกสาวพี่จะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
อ้วนขึ้น อย่างน้อยคราวนี้ก็กอดไม่ต้องกลัวหัก ดาสูงจะเท่าไหล่พี่อยุ่แล้ว รีบๆสูงนะ
มีคนฟ้องว่า ดาดื้อมาก ดื้อเงียบเหมือนพี่เลย ฮ่าๆๆๆ ไม่ดีหรอก เหมือนพี่อย่างนี้ไม่ดีหรอก
ในที่สุดดาก็ได้อยู่ป.หนึ่ง ปีหน้าดาจะได้ขึ้นป.สองมั้ยเนี่ย
ดาโตขึ้นแล้ว ดูแลน้องๆได้แล้ว
ดาเป็นคนเดียวในบ้านที่แววตาเปลี่ยน เพราะว่าสายตาสั้นมากๆ
พี่จำแววตาครั้งแรกที่เห็นได้ ไม่ใช่พี่เลือกดา แต่ว่าเป็นดาเลือกพี่ และสุดท้ายพี่เลือกที่จะรักบ้านหลังนี้
ไม่ใช่เด็กน้อยที่ดึงมือพี่แล้วพูดได้คำเดียวว่า พี่อุ้ม อุ้ม อีกแล้ว
แต่มือที่จับพี่ไว้ตลอดเวลายังเหมือนเดิม
เป็นเด็กน้อยสี่ขวบคนนั้นที่พี่หลงรัก แต่ว่าเป็นลูกสาวที่พี่รอให้หนูโตขึ้นเรื่อยๆนะ
เป็นเด็กดีขึ้นอีกนิดน้า คราวหน้าที่เราเจอกัน พี่อยากได้ยินว่า ลูกสาวของพี่เป็นเด็กดีมากขึ้น
พี่ไม่กล้าสัญญาว่าจะกลับมาหาดาได้อีกทีเมื่อไหร่ แต่พี่รู้ว่าดารู้ว่าพี่จะกลับมาหาดาอีก
 
ย้อนกลับไปอ่านบทความที่เราเขียนขึ้นหลังจากที่ได้พบน้องๆครั้งแรก
 
"เด็กทุกคนเกิดมาใสบริสุทธิ์ แม้ว่าเขาอาจจะเกิดมาจากครอบครัวที่ไม่พร้อมก็ตาม แต่ถ้าเราให้พวกเขาได้อยุ่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว เด็กก็จะเติบโตเป็นคนดีของสังคมได้ น้องๆบ้านมิตราทรก็เช่นกัน น้องเป็นเด็กดี สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นอนาคตของชาติได้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่เพราะพวกเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้นโดยปราศจากความยั้งคิด ทำให้สังคมภายนอกรังเกียจและไม่ยอมรับให้พวกเขาอยู่ร่วมดับคนอื่นๆ ทั้งๆที่พวกเขาเกิดมาโดยไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย
 
เมื่อพี่อยุ่กับน้องๆที่นี่ มีน้องหลายคนอยากให้พี่อุ้ม ให้พี่จูงมือเดิน แต่ลำพังพี่คนเดียวจะจูงมือน้อง จะอุ้มน้องได้สักกี่คน เปรียบเหมือนกับการช่วยเหลือให้น้องเหล่านี้ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ลำพังคนกลุ่มเดียว คงจะช่วยน้องได้ไม่มาก ยังมีเด็กอีกหลายคนที่รอความช่วยเหลือจากพวกเรา... คนที่มีพร้อมในทุกด้านนนน น้องที่นี่ก็ยังโชคดีกว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีหลายๆคน ที่ยังมีคนเห็นความสำคัญของเขา ให้ความรัก ความอบอุ่น เอื้ออาทร ดูแลเอาใจใส่ ตราบเท่าที่ชีวิตน้อยๆของพวกเขาจะอยู่ต่อไได้ และพี่หวังว่าสักวันหนึ่งจะมียาที่สามารถรักษาน้องให้หายขาดจากโรคร้ายนี้ได้"
 
ตอนนี้ น้องของพี่ไม่น้อยแล้วนะ เจ็ดปีผ่านไป เทวดาของพี่สลัดปีกกลายเป็นเด็กธรรมดาแล้ว
 แม้เราจะได้พบกันเพียงปีละครั้ง แต่พี่ได้เห็นว่าน้องๆค่อยๆเติบโตขึ้นเท่าที่สุขภาพจะอำนวย
 
"อีกกี่ปีกว่าเจ้าจะโตเล่า
อีกกี่ปีกว่าเจ้าจะเดียงสา
อีกกี่ปีที่เจ้าต้องสู้ชีวา
พี่จะได้เห็นเจ้าอีกกี่ปี"
 
เจ็ดปีแล้วกับกลอนบทนี้ เจ็ดปี นานพอที่พี่หวังว่าพี่จะได้เห็นน้องต่อไปเรื่อยๆ นานพอที่พี่โตพอจะกลับมาช่วยน้องได้แล้ว
นานพอที่พี่จะกล้ายืนยันคำตอบที่น้องถามว่า แล้วพี่จะกลับเมื่อไหร่ แล้วพี่จะมาอีกมั้ย
เพราะว่า พี่อาจจะต้องกลับไป แต่ว่าพี่จะกลับมาหาน้องอีกแน่นอน
 
 
September 01

HPAIR 2007 @ Beijing

HAPAIR 2007
 
ตอนแรกก็กลัวว่าไปคนเดียวจะสนุกมั้ย แต่ว่าปรากฏว่าเป็นทริปที่สนุกมากๆ
ตอนสมัครไปก็รู้ว่ามีน้องนุ่นสมัครหัวข้อเดียวกัน ส่วนที่เหลือเป็นน้องๆ บีอีสิบสี่ ซึ่งสนิทสนมพอสมควรจากละคอน
โอเคมีเพื่อนไปละ
จนจองตั๋วเครื่องบินจองโรงแรมเรียบร้อยละ
ความจริงเอชแพร์ประชุมแค่สี่วัน แต่เราไปกันแปดวัน
ไปก่อนสองวันกลับหลังสองวัน เพราะกะจะเที่ยวเต็มที
 
จนอีกประมาณสองอาทิตย์ก่อนไป
น้องนุ่นโทรมาบอกว่า พี่พิม ดลมันจะแชร์ห้องด้วยสองวันนะ
โอเค ว่าแต่ น้องดลไปด้วยเหรอ (ตอนนี้ยังเรียกว่าน้องดลอยู่)
อื้อ มีคนในทริปเพิ่มอีกหนึ่งคน
 
ก่อนถึงสนามบิน น้องนุ่นโทรมาถามว่าอยู่ไหนแล้ว
ตอนนี้นุ่น ดล ออย อยู่สนามบินแล้ว
เลยรู้ว่า มีน้องออยไปด้วย อ่า ตกลงเราไปกันสี่คนช่ายป่ะ
 
เมื่อถึงสนามบิน น้องจีนยังไม่มา
โอเค เราไปกันห้าคน
มันค่อยๆงอกขึ้นเรื่อยๆแฮะ
 
ขึ้นเครื่องตอนเที่ยงคืนกว่า
ไปถึงหกโมงเช้า แบบไม่หลับดี
เพราะว่าคนจีน( หรือมองโกลเนี่ยแหละ) ยืน ขอย้ำว่ายืน คุยกันเสียงดังชนิดไม่เกรงใจใครเลย
เลยถึงปักกิ่งด้วยสภาพง่วงนอนกันเต็มที่
 
เรา น้องนุ่น น้องจีน น้องออย น้องดล ก็เริ่มผจญภัยด่านแรกกัน
คือ เดินทางไปโรงแรม
ซึ่งพวกเราเลือกเดินทางโดยแทกซี่
หลังจากส่งภาษากันเรียบร้อยว่าไป เจี้ยนกั๋วฟ่านเดี่ยน
พวกเราห้าคนพร้อมกระเป๋าห้าใบก็อัดเข้าไปในแท็กซี่คันเดียว
พอขึ้นรถไปได้หน่อย ก็เริ่มเผชิญหน้ากะความเป็นคนจีนคับ
หลังจากส่งภาษางูๆปลาๆกัน คนขับบอกว่าเค้าจะคิดเราร้อยห้าสิบ เพราะว่าเราขึ้นไปกันห้าคน
ทั้งๆที่ค่าแท็กซี่จากสนามบินไปโรงแรมไม่ควรจะเกินร้อยนนึง
หลังจากต่อรองกันไปครึ่งทาง พวกเราก็ตัดสินใจจ่ายเค้าไปร้อยห้าสิบ
เพราะว่าไม่อยากแยกคัน กลัวคุยไม่รุ้เรื่องหนัก แล้วก็ไม่รุ้ทางด้วย
จ่ายเงินครั้งแรกนี่ก็ต่อราคาไม่ได้เลยแฮะ
 
หลังจากต่อรองกะแท็กซี่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ไปถึงเจี้ยนกั๋วฟ่านเดี่ยน
แต่ ขอโทษคับ มันไม่ใช่โรงแรมที่เราพัก โรงแรมของพวกเราชื่อ
เจี้ยนกั๋วการ์เด้น โฮเทล
ซึ่งคนขับไม่รุ้จักชื่อภาษาอังกฤษของโรงแรม พวกเราก็ไม่รู้จักชื่อภาษาจีนของโรงแรม
เลยถามเบลบอยของโรงแรมแรกที่ไปถึง
ในที่สุดเราก็ถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ
 
พวกเราห้าคนก็เลยรอเชกอิน
นุ่นบอกว่า โทรหาปรีดีก่อน
หา ปรีดีอยู่ที่นี้แล้วเหรอ
สรุปว่าทริปนี้มีหกคน ดีแฮะ ค่อยๆงอกมาทีละคน
 
แล้วพอเราก็รอปรีดีที่สระบัวตรงลอบบี้โรงแรม เพราะว่า ลอบบี้เค้าไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง
พอปรีดีมาก็ได้เวลาเชกอินห้องได้พอดี
แล้วพวกเราก็เริ่มเที่ยวกัน
เริ่มจาก ลองวัดระยะทางของแผนที่ โดยการเดินจากโรงแรมไปเทียนอันเหมิน
ในแผนที่มันก็แค่สองสามบลอกเอง
ประมาณสองสถานีรถไฟใต้ดิน
 
หลังจากเดินไปได้หนึ่งบลอก เราก็เริ่มรู้สึกว่าคิดผิดแฮะ
ทำไมมันไกลอย่างงี้อ่ะ
ในแผนที่มันห่างกันแค่ครึ่งนิ้วก้อยเองนะ
ทำไมเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงซักที แดดร้อนด้วย
 
หิวข้าว หิวน้ำ
ในที่สุดก็ลากสังขารอันเปื่อยๆมา เดินประมาณมาถึงเทียนอันเหมิน
หลังจากถ่ายรูปที่เทียนอันเหมินเราก็เริ่มแย่แล้ว
รู้สึกว่าความความดันเลือดมันคงตกลงมาต่ำกว่าเจ็ดสิบ
ทำให้ความดันทุรังร่วงตามมาติดๆ
แต่ว่า น้องๆจะไปเที่ยวพระราชวังโบราณกันต่อ
เชิญคับน้อง ถ้าพี่เดินต่อ น้องๆต้องแบกพี่กลับแน่นอน
เราแยกทางกันเหอะ
พี่ขอไปหาซื้อซิมโทรศัพท์โทรกลับเมืองไทยกะโทรหาเพื่อนที่นี่ก่อน
 
เราเลยซื้อแผนที่หนึ่งแผ่นในราคาห้าหยวน (ต่อแล้ว) กะน้ำหนึ่งขวด
ลงใต้ดินไปหาซื้อซิมที่ซีตาน
พอมุดดินปุ๊ปเริ่มรุ้สึกค่อยยังชั่วขึ้นเยอะ
พอขึ้นใต้ดินที่ซีตาน ก็ล้างหน้าล้างตาแล้วก็
แน่นอน กองทัพเดินด้วยท้อง เราก็ต้องหาของกินก่อน
หลังจากไปมั่วนิ่ม เข้าร้านแรกที่เจอ เราก็ได้ข้าวหน้าอะไรซักอย่างมาหนึ่งชามใหญ่
หน้าตาประหนึ่งว่าเป็นอาหารเกาหลีซํกอย่าง
ง่ะ เผ็ดด้วย เลยกินไปได้แค่ครึ่งเดียว แล้วก็เริ่มหาทางต่อไป
เร่รอนอยู่ซีตายประมาณหนึ่งชั่วโมงโดยที่ไม่ได้อะไรเลย แล้วก็ กลับไปนอนที่โรแรมดีกว่า
ไม่ไหวจริงจังอ่ะ อดหลับอดนอนมาทั้งคืน
 
พอไปถึงห้อง เอ๋ น้องๆยังไม่กลับมากันแฮะ
ก็นอนไปซักพักใหญ่ๆ
น้องๆก็กลับมาพร้อมกะบอกว่าเพิ่งกินข้าวมา
โอเคคับ งั้นพี่ไปหาข้าวเย็นกินก่อนนะ
พี่ขาดอาหารได้ไม่เกินสามชั่วโมง ฮ่าๆๆๆ
 
เริ่มรู้สึกว่า หลังผ่าตัดมาเนี่ย ความทนทานน้อยลงเยอะเลย
ความดันเลือดน้อยกว่าก่อนผ่าตัดอีก
ต้องไปถามหมอหน่อยละว่าไหนว่าสองเดือนหายไง
 
น้องนุ่นเลยเดินไปหาข้าวกินเป็นเพื่อน
ก็เดินไปจนถึง oriental plaza และแล้ว เราก็ได้พบกับแหล่งอาหาร และซูปเปอร์มาเกตขนาดใหญ่
อย่างงี้วันที่เหลือรอดตายแล้วละ
 
July 29

Tag: 5 most dangerous experiences

Tag: the 5 most dangerous experiences


The fifth most dangerous experience

ตอนที่ไปค่ายที่เชียงใหม่ช่วงปีใหม่สองปีที่แล้ว เดินขึ้นเขาไปที่ตาน้ำเพื่อปลูกป่า

เราเป็นสต๊าฟ เลยได้นอนน้อยหน่อย แถมอากาศก็หนาว ขาลงเลยรู้สึกเพลียสุดๆ

ระหว่างทาง ด้านซ้ายมือเป็นเหว ขวามือเป็นหน้าผาขึ้นไป มีทางเดินขนาดกว้างไม่เกินหนึ่งศอก

พอถึงช่วงที่ทางเดินขาดไปประมาณฟุตนึง มันต้องก้าวยาวๆข้ามไป

ไอ้เพื่อนข้างหน้ามันก็ใจดียื่นด้ามจอบมาให้เกาะ

พอเอื้อมมือซ้ายไปจะจับ มันก็หดด้ามจอบกลับไป

อ้ากกกกกกกกกกกกกกก.............

รีบเหวี่ยงตัวไปเกาะหน้าผาที่อยู่ด้านขวามือทันที

ไอ้บ้า ถ้าเอื้อมมือขวาไป หรือว่าเกาะรากไม้ไม่ทัน นี่ตกเหวตายไปแล้ว

มันรีบกลับมาช่วยจับแขนไว้ เฮอะ บอกว่านึกว่าจะไม่จับ

เฮอะ.... ถ้าเราเดินเองก็เดินได้เว้ย หวังดีประสงค์ร้ายจริงๆ ขอบใจนะเพื่อน


The fourth most dangerous experience

ตอนม.5 เดินข้ามถนนหน้าโรงเรียนไปซื้อขนมกะเพื่อนอีกคน

พอจะเดินข้ามทางม้าลายกลับ ก้าวลงจากฟุตบาทไปก้าวแรก

พอเท้าเหยียบทางม้าลายปุ๊ป มอเตอร์ไซค์มาจากไหนไม่รู้วิ่งสวนทางขวามือ

(ปกติหน้าโรงเรียนเป็นถนนวันเวย์ฮะ) ด้วยความเร็วสูงพร้อมกะบีบแตรดังลั่นถนน

เท้าที่ก้าวลงไปหนึ่งก้าวนี่รีบถอยกลับมายืนบนฟุตบาททันที

พร้อมกะเอาแขนข้างขวาหมุนกลับไปคว้าเพื่อนขึ้นมาด้วย

ในวินาทีนั้นเองมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านตรงที่เราเคยยืนอยู่และหยุดพอดี

เรารู้สึกเหมือนแขนขวาที่กอดเพื่อนอยู่โดนอะไรซักอย่างฟาดลงมา

เหอะเหอะ เพื่อนเราโดนล้อกะแฮนด์ของมอเตอร์ไซค์เข้าไปแต่

ส่วนแขนเราไปโดนก้านกระจกข้างของเขาหัก

ดีที่ไม่เป็นอะไรทั้งคู่ แค่ช้ำกะถลอกกันนิดหน่อย

แต่ว่าผู้หญิงที่ขับมอเตอร์ไซค์มาด่าเราว่าไปทำกระจกเค้าหัก อึ้งไปเลยฮะ

จนแม่ค้าขายกล้วยแขกต้องมาช่วย

วันรุ่งขึ้นเพื่อนๆลือกันว่า เราโดนรถยนต์ชน กระจกหน้าแตก แต่เราไม่เป็นไรเลย

อ่า เนี่ยแหละฤทธิ์ของ word of mouth


The third most dangerous experience

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนปีสาม ตอนนั้นไปช่วยเพื่อนทำฉากคอนเสิร์ตที่หอประชุมใหญ่

ปกติไม่ใช่คนกลัวความสูง แต่ว่า ณ ความสูงสิบเมตรเหนือพื้นดิน

บนนั่งร้านชั้นที่ห้า มันน่ากลัวมากเลยนะ

ครั้งแรกที่ขึ้นไป มือเย็นเฉียบ เวลามองลงไป รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วมาก

เอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้กับเหล็กท่อนบางๆ

สิ่งที่แขวนเราไว้มีแค่สองมือกะสองเท้า

บอกกับน้องอีกคนที่ขึ้นไปด้วยกันว่า อย่าตกนะเฟ้ย เดี๋ยวเวทีพัง

แต่พอเดินไปเดินมาบนนั้น ติดตั้งฉาก ผ่านไปสามชั่วโมงโดยที่ไม่ได้ลงมาเลย

ก็เริ่มนั่งขัดสมาธิบนนั่งร้านได้ เอาขาเกี่ยวแล้วห้อยหัวลงมาติดโฟมด้านหน้าได้

ตอนนี้นั่งร้านห้าชั้น ก็ขึ้นได้ฮะไม่กลัวแล้ว

แต่ว่า ถ้าตกลงไป ขาลงก็ขาหัก หัวลงก็คอหักฮะ


The second most dangerous experience

เหตุการณ์นี้กินระยะเวลานานที่สุดคือประมาณเกือบสิบวัน แปลว่าเราทำตัวให้ตกอยู่ในอันตรายทั้งอาทิตย์เลย

ก็คือตอนปีสี่ ทำละคอนฝ่ายฉาก

ซึ่งจะต้องมีการปีนขึ้นที่สูง เพื่อติดตั้งฉาก

ความสูงก็ประมาณเฉลี่ย สามถึงสิบเมตรเหนือพื้นดิน

บนนั่งร้าน และบาร์แขวนไฟ เหมือนอันที่แล้วนั่นแหละ

ที่ว่าคราวนี้อันตรายกว่าคือ มันมีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็เบลอกว่าด้วย

ช่วงนั้น ทำงานไม่ทัน วันละชั่วโมงสองชั่วโมง

บางวันก็ไม่ได้นอนติดกัน แล้วใช้แรงงานทั้งวัน

เคยเรียกแทกซี่กลับบ้านคนเดียวตอนตีสี่ แล้วก็ไม่รู้เรื่อง พอรู้ตัวอีกทีคืออยู่หน้าบ้านแล้ว ฟ้าสว่างแล้ว

เคยเบลอขนาดใช้เวลาห้านาทีเพื่อคิดว่า 1-0.7 ได้เท่าไหร่แล้วก็ต้องหาเครื่องคิดเลข

อันนี้เป็นอันตรายรวมมิตรฮะ ทั้งสูง ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง ทั้งกลัว

ท้อก็ท้อ ร้องไห้ก็ไม่ได้ พักก็ไม่ได้ แล้วก็ห้ามไม่สบายหรือเป็นอะไรไปด้วย

เพราะว่าถ้าเราเป็นอะไรไปแล้วงานที่เหลือใครจะทำต่อ

ก็หัวเราะแล้วบอกกันว่าเออ อย่าตกลงไปนะ ขี้เกียจซ่อมฉาก

อย่าหล่นลงมานะ เดี๋ยวไม่มีคนทำงานต่อ

มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอะมิโนโอเค เกลเตอร์เรด กรีนสปอร์ท ชา และน้ำหวาน

แต่ก็เพื่องานแล้ว ตอนนั้นไม่ได้คิดอย่างอื่นอีกเลย

อันนี้เป็นอันตรายที่ยินดีที่จะรับความเสี่ยงเอง หรือเรียกอีกอย่างว่า หาเรื่องใส่ตัว

แต่ก็นะ high risk, high return ตอนที่ละคอนแสดงรอบแรกจบ

รู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวเหมือนจะลอยได้ ดีใจจนร้องไห้ คืนแรกที่ได้นอนจริงจังเหมือนชีวิตเกิดใหม่เลย


The first most dangerous experience

ยังมีอันตรายกว่านี้อีกเหรอเนี่ย ถ้าอันที่แล้วใช้เวลานานที่สุด อันนี้ก็ใช้เวลาน้อยที่สุด

คือเราขับรถ เลี้ยวขวาตรงสามแยกแถมมหาลัย

มืดแล้ว ฝนก็ตก เราไม่เห็นรถที่มาจากทางด้านขวา

พอกำลังจะเลี้ยว ก็เห็นไฟหน้าสองดวงจากทางขวาพุ่งมาที่ตัว แล้วก็ ปัง!!!

ดาเอามือกุมหัวแล้วก็คิดถึงพระเจ้า

"พระบิดา ช่วยลูกด้วย"

แล้วรถก็โดนแรงกระแทกเหวี่ยงไปทางซ้าย หมุนๆๆแล้วก็ ปัง!!!

อ่าหยุดแล้ว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย รู้ตัวแค่ว่าหัวกะแขนขวากระแทกอะไรซักอย่าง

พอลืมตา อย่างแรกที่เห็นคือเศษกระจกเต็มไปหมดเลย

รถมันเหวี่ยงไปชนกะรถอีกคันที่มาจากทางซ้ายมันก็เลยหยุด

เหอะเหอะ ถุงลมนิรภัยกางไปสามใบ กระจกด้านที่เรานั่งแตกหมดเลย

แล้วรถก็บุบรอบคันครบทุกด้าน

อ่า ยังไม่ตายแฮะ โอเค โทรหาพ่อก่อน

....

สี่ชั่วโมงถัดมาถึงเพิ่งจะรู้สึกเจ็บ แต่ก็แค่ช้ำ

แต่จนป่านนี้ก็ยังกลัวไฟสองดวงที่มากจากทางขวา ถ้าเห็นเมื่อไหร่จะปวดแขนขึ้นมาทันที

ตอนนั้น โชคดีว่าขับรถยุโรปไป ซึ่งไม่ใช่คันปกติที่เราขับ

ถ้าวันนั้นขับแจสไป น้องชายบอกว่า พรุ่งนี้ก็เจอกันที่วัดได้เลย

ตอนนั้น มันมีแค่แผ่นเหล็กกั้นเรากะรถอีกคันเท่านั้นเอง


ถ้าไม่นับตอนมอเตอร์ไซค์ชน เหตุการณ์ที่เหลือเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา

อ่า เราทำตัวตกอยู่ในความเสี่ยงเกินไปมั้ยเนี่ย

ที่เอามาลงบลอกก็เพราะว่าอยากจะให้ทุกคนระวังๆตัวกันหน่อย

ที่ยกมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องดีอะไรนักหรอก

ถ้าพลาดนิดเดียวก็คือ เจอกันในโลกหน้าเลยนะ

ชีวิตคนเราเหมือนแก้วบางๆ กระทบนิดเดียวก็แหลกสลายแล้ว

แต่สำหรับเราแล้ว ทั้งความยากลำบาก และอันตรายที่ผ่านๆมา

ทำให้เราทนุถนอมชีวิตมากขึ้น แล้วก็ใช้ชีวิตที่ผ่านไปในแต่ละวันอย่างคุ้มค่า

ชนิดที่เรียกว่า ต่อให้ตายไปตอนนี้ ก็ไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา

แต่สำหรับคนที่รักเราแล้ว ลมหายใจของเรามีค่ามากกว่าทุกอย่าง

ใช้ชีวิตกันให้คุ้มค่านะคับ

ปล. ใครอยากรับแทกนี้ก็เอาไปเลยจ้า 

July 19

ตกงานแล้ว

หลังจากทำงานไปสิบวัน
เราก็บอกพ่อว่า
วันนี้เราลาป่วยนะ
พรุ่งนี้เราลากิจ
มะรืนนี้เราลาออก
 
ฮ่าๆๆๆๆ
ไม่รุ้สิ งานมันน้อยเกินไปมั้ง
ยังไม่อยากทำอะไรเลยช่วงนี้ อยากอยู่เฉยๆ
งานswapมันก็สนุกดีอยู่หรอก แต่ว่ามันน้อยเกินไปอ่ะ
ทำงานสิบนาที แต่ว่าต้องนั่งรองานครึ่งชั่วโมง
 
อ่า ขอตั้งตัวอีกนิด
July 04

Working

ทำงานหรือว่าหางานดี
July 02

A Rose and a Lily

ดอกไม้ตอนรับดิพโพลม่าที่เราได้คือ
กุหลาบขาว กับ ลิลลี่สีส้ม
ลิลลี่กลายเป็นผงไปซะแล้ว
กุหลาบขาวก็กลายเป็นสีน้ำตาล แต่ว่ายังแห้งเป็นดอกเก็บอยูในกล่อง
ฮ่าๆๆ จำได้ว่า กุหลาบประเทศไทนเนี่ย ยาวตั้งเมตรนึง ก้านแข็งมากๆ
พอแห้งแล้วยังหักก้านไม่ได้เลย ต้องใช้มีดตัด
July 01

jump

Yahooooooooo!
After 20 days, now I can jump again.
Although I can't jump too hard, I'm still very happy to jump again.
I think my broken bones is healing well.
So I can go up and down on the stair by 2 stairs per each footstep as before.
Quite good news for me, even though I still can't eat, only swallow.
Now I try to think how to eat Lays without using teeth, anybody know? please tell me.
Cuz I bought a bag of Lays but I can't eat it.
Anyway I can eat cake now, and also with brownie.
 
Please give my weight back to me.
I lost 10% of my weight.
I'm going to be skeleton now. hrrrrrr.
I can see my rib.
 
Photo 1 of 21
No list items have been added yet.